Home

Zone: Hardware Review
คอลัมน์: GPS Review
เรื่อง: Garmin ForeRunner 201 เติมความสนุกสนานให้กับการออกกำลังกาย
By: Mr.Garmin#1 E-mail :
macgyver@pdamagz.com


องค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งในการเป็นคนมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรงก็คือ การหมั่นออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬากลางแจ้ง, กีฬาในร่ม หรือแม้แต่การวิ่งจ๊อกกิ้งแบบเบาๆ ตามสวนสาธารณะต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รักการเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ ว่างเมื่อไหร่ไม่ได้ เป็นต้องชักชวนเพื่อนๆ ไปตามสนามกีฬาชนิดต่างๆ ทันทีไม่ว่าจะเป็น บาสเกตบอล, เทนนิส, สควอช, กอล์ฟ (มีเพื่อนผมคนหนึ่งที่ไม่ได้เล่นกอล์ฟเคยบอกว่า การออกรอบเล่นกอล์ฟ ไม่น่าจะนับเป็นการออกกำลังกายสักเท่าไหร่ อันนี้ผมขอยืนยันครับว่าต้องได้เหงื่อแน่นอน เพราะการที่เราจะเดินไปตามความยาวของสนามกอล์ฟให้ครบทั้งหมด 18 หลุมได้นั้น เราจะต้องเดินอย่างน้อยๆ ประมาณ 6 กิโลเมตรขึ้นไป บางสนามอาจจะยาวถึง 8 กิโลเมตรด้วยซ้ำ ดังนั้นหากไม่แข็งแรงจริงๆ ก็คงจะต้องเช่ารถกอล์ฟขับไปมาในสนามแทนแน่นอนครับ) แต่สำหรับการออกกำลังกายด้วยการวิ่งจ๊อกกิ้งเฉยๆ อย่างเดียวไปตามสวนสาธารณะนั้น ไม่เคยนับเป็นเรื่องโปรดของผมเลย เพราะผมรู้สึกว่า ไม่ค่อยสนุกเท่ากับการเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ แต่มาวันนี้ความคิดผมกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากผมเพิ่งจะได้ทำความรู้จักกับเจ้าอุปกรณ์ GPS (Global Positioning System) อีกประเภทหนึ่งที่ออกแบบมาสำหรับนักกีฬาที่ชื่นชอบการเป็นนักวิ่งโดยเฉพาะ โดยอุปกรณ์ที่ว่านี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Garmin ForeRunner 201 เห็นจากชื่อก็คงทราบได้ทันทีว่า ผลิตโดยบริษัท Garmin ที่เป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านอุปกรณ์ GPS มากมายอย่างเช่น iQue3600, iQue3200 ที่เราได้เคยนำมาเสนอใน PDAMagz เล่มที่ผ่านๆ มา (ซึ่งเรื่อง GPS ที่ไม่ใช่ GPRS นี้ ผมคงจะขอข้ามไปนะครับ เพราะได้พูดถึงกันมาหลายเล่มแล้ว แต่หากท่านผู้อ่านสนใจ สามารถส่ง mail มาสอบถามกันเป็นการส่วนตัวได้ครับ) แต่สำหรับเจ้า ForeRunner 201 นี้ จะไม่ได้มีแผนที่ประเทศไทยของบริษัท ESRI ติดตั้งไว้ในเครื่องแล้วนะครับ เพราะไม่มีความจำเป็นสำหรับนำมาใช้ประกอบกับการวิ่งมากนัก ซึ่งการรับสัญญาณ GPS ในเครื่องนี้จะมีไว้เพื่อใช้ คำนวณอัตราความเร็วที่ใช้ในการวิ่ง, ระยะทาง, ค่าแคลอรี่ที่ร่างกายได้เผาผลาญ เป็นต้น และก็ยังสามารถใช้บันทึกตำแหน่ง Waypoint ที่ต้องการเก็บเอาไว้ได้ มีประโยชน์คือ หากเราไปวิ่งออกกำลังกายในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคยเช่น ในต่างประเทศ เราสามารถใช้คำสั่ง TrackBack เพื่อนำเราวิ่งกลับไปยังจุดเริ่มต้นได้ง่ายดาย ทำให้เราไม่หลงทางอย่างแน่นอน และคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ มี “นักวิ่งเสมือน” ในเครื่องเรียกว่า Virtual Partner ที่สามารถตั้งค่าให้วิ่งเป็นเพื่อนไปกับเราได้ตลอดระยะทาง ข้อดีคือช่วยในการควบคุมระยะทางที่แน่นอนให้คงที่ตามโปรแกรมที่เราตั้งเอาไว้ล่วงหน้าได้ และทำให้การวิ่งไม่น่าเบื่อด้วยเพราะเหมือนเรามีเพื่อนวิ่งประกบกันไปตลอดเส้นทาง แนะนำข้อมูลเบื้องต้นกันมาพอหอมปากหอมคอแล้ว เราเข้าไปทำความรู้จักกันในรายละเอียดวิธีใช้งานต่างๆ ของเครื่องรุ่นนี้กันเลยดีกว่าครับ
เริ่มต้นแกะกล่อง
ภายในกล่องจะประกอบไปด้วย (ดูรูปประกอบที่ 1.1) ตัวเครื่อง ForeRunner 201, สายรัดข้อมือเพิ่มเติม (Wrist expander strap) ใช้สำหรับเพิ่มความยาวจากสายรัดปรกติให้ยาวขึ้นเพื่อนำไปใช้รัดต้นแขนหรือต้นขาได้ (ดูรูปประกอบที่ 1.2), อุปกรณ์สำหรับชาร์จไฟและโอนถ่ายข้อมูลประเภท Log File ต่างๆ เข้าไปประมวลผลสร้างเป็นกราฟเก็บไว้วิเคราะห์ในเครื่อง PC ได้, อแดปเตอร์แปลงไฟ, สายเชื่อมต่อแบบ Serial ระหว่างเครื่อง ForeRunner 201 กับเครื่อง PC และสุดท้ายคู่มือ 2 ชนิดคือเต็มรูปแบบ (Manual) กับสรุปหัวข้อการใช้งานที่สำคัญ (Quick Start Guide)

รูปที่ 1.1 แสดงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ภายในกล่องทั้งหมด

รูปที่ 1.2 แสดงการรัดเครื่องไว้ที่ตำแหน่งต้นแขน


การตั้งค่าเริ่มต้นก่อนออกวิ่ง
หลังจากแกะกล่องและชาร์จไฟในครั้งแรกอย่างน้อยสองชั่วโมงเรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องมาเริ่มตั้งค่าเริ่มต้นในการใช้งานกันก่อน โดยเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาครั้งแรก ก็จะมีหน้าตาดังรูปประกอบที่ 1.3 และเครื่องก็จะเริ่มทำการค้นหาสัญญาณ GPS จากดาวเทียมทันทีดังรูปประกอบที่ 1.4 ดังนั้นหากเราอยู่ภายในอาคารที่มองไม่สามารถมองเห็นพื้นที่ท้องฟ้าได้ สักพักเครื่องก็จะมีคำถามแสดงขึ้นมาว่า Trouble Tracking Satellites. Are you indoors now? หมายถึงว่าเรายังไม่พร้อมจะรับสัญญาณดาวเทียมใช่หรือไม่ ดังนั้นให้เราตอบ Yes ไปก่อน เพื่อให้เครื่องทำการปิดการรับสัญญาณดาวเทียมไป เป็นการประหยัดพลังงานไปด้วยในตัว เนื่องจากการค้นหาสัญญาณดาวเทียมนั้นจะใช้พลังไฟมากกว่าการใช้งานปรกติเสมอ
ปุ่มคำสั่งที่มีให้เลือกใช้ตั้งค่าต่างๆ มีทั้งสิ้น 6 ปุ่มเรียงกันเป็นระเบียบทางด้านล่างของเครื่อง (ดูรูปประกอบที่ 1.5) มีรายละเอียดดังนี้
ลูกศรหมายเลข1 ปุ่ม Power ใช้สำหรับเปิด-ปิดเครื่อง และหากเปิดเครื่องอยู่ สามารถกดปุ่มนี้อีกครั้งเพื่อเปิดไฟ Backlight ได้ด้วย
ลูกศรหมายเลข2 ปุ่ม Mode ใช้สำหรับสลับการแสดงผลหน้าจอให้เป็นการแสดงเวลาที่ใช้ในการวิ่ง, ความเร็ว, ระยะทางรวม (ดูรูปประกอบที่ 1.6) กับหน้า Menu ต่างๆ ที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงค่าเริ่มต้น (ดูรูปประกอบที่ 1.7) และในบางกรณีใช้สำหรับการย้อนกลับไปยัง Menu ก่อนหน้านี้ได้ด้วย
ลูกศรหมายเลข3 ปุ่ม Reset หรือปุ่ม Lap ใช้ได้สองกรณีคือหากกดปุ่มในขณะที่เวลากำลังเดินอยู่ จะเป็นการสั่งหยุดเวลาชั่วขณะเป็นช่วงๆ (แต่การจับเวลาจริงก็ยังเดินอยู่) เพื่อบันทึกเก็บเป็นค่าสถิติต่างๆ ที่จะนำมาใช้วิเคราะห์การวิ่งในแต่ละรอบการจับเวลาได้ และหากใช้ในขณะที่เวลาหยุดเดินไปแล้วและกดปุ่มค้างไว้ประมาณ 3 วินาที จะเป็นการล้างค่าทั้งหมดเพื่อเริ่มจับเวลารอบใหม่กันอีกครั้ง (ดูรูปประกอบที่ 1.8)
ลูกศรหมายเลข4 ปุ่ม Enter หรือปุ่ม Start/Stop ใช้ได้สองกรณีเช่นกันคือหากกดปุ่มในหน้าแสดงผลเวลาที่ใช้ในการวิ่ง ก็จะเป็นการสั่งให้เริ่มต้นจับเวลา (Start) หรือสั่งให้หยุดเวลา (Stop) ตามต้องการ และเมื่อใช้ในหน้าแสดง Menu ก็จะเป็นการสั่งใfห้เลือกคำสั่งที่มีการไฮไลท์อยู่ในขณะนั้นได้
ลูกศรหมายเลข5 และ 6 ใช้ร่วมกันในการเลื่อนไฮไลท์ของตัวเลือกต่างๆ จาก Menu ขึ้นลงได้ตามต้องการ และหากอยู่ในหน้าแสดงผลเวลาที่ใช้ในการวิ่ง จะเป็นการเปลี่ยนหน้าแสดงผลได้ถึงสี่รูปแบบคือ
1.Time, Speed/Pace และ Distance แสดงผลค่ามาตรฐานต่างๆ ที่ใช้ตามปรกติ
2.Lap Speed, Lap Time และ Lap Distance แสดงผลในรายละเอียดของเรื่องการสั่งหยุดเวลาชั่วขณะเป็นช่วงๆ เป็นหลัก
3.Rest Time, Rest Distance และ Total Distance แสดงผลเกี่ยวกับการหยุดพักต่างๆ ทั้งเรื่องของเวลา และระยะทางที่หยุดพักทั้งหมด
4.Elevation, Calories และ Total Time หน้าสุดท้ายนี้จะเรียกว่า Custom หมายถึงเราสามารถปรับแต่งได้เองว่า อยากให้แสดงผลในเรื่องอะไรกันบ้างทั้งสามช่อง ดังนั้นในเครื่องแต่ละเครื่องก็อาจจะแสดงผลไม่เหมือนกันได้


รูปที่ 1.3 แสดงหน้าตาของปุ่มคำสั่งต่างๆ ทั้งหมด

รูปที่ 1.4 แสดงการค้นหาสัญญาณ GPS ทุกครั้งที่เริ่มเปิดเครื่อง

รูปที่ 1.5 แสดงปุ่มคำสั่งต่างๆ ทั้งหมด

รูปที่ 1.6 แสดงหน้าจอที่บอกถึงเวลาที่ใช้, อัตราความเร็ว และระยะทางทั้งหมด

รูปที่ 1.7 แสดงรายการ Menu ทั้งหมด 4 ตัวเลือก

รูปที่ 1.8 แสดงการล้างค่าทั้งหมดเพื่อเริ่มการจับเวลารอบใหม่

รูปที่ 1.9 แสดงตัวเลือกต่างๆ ใน Menu History

รูปที่ 1.10 แสดงรายงานผลของตัวเลือก Last Run

รูปที่ 1.11 แสดงรายงานผลของตัวเลือก By Day

รูปที่ 1.12 แสดงรายงานผลของตัวเลือก By Week

รูปที่ 1.13 แสดงรายงานผลของตัวเลือก History Totals

รูปที่ 1.14 แสดงเงื่อนไขในการล้างข้อมูลเก่าในเครื่อง


Menu หลักต่างๆ ที่สำคัญ
จากรูปประกอบที่ 1.7 จะเห็นได้ว่า ตัวเลือกใน Menu มีการแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ทั้งหมด 4 กลุ่มดังนี้

1.History เป็นตัวเลือกเกี่ยวกับการรายงานสรุปผลจากการวิ่ง ซึ่งได้มีการจดบันทึกและเก็บรวบรวมเป็นสถิติไว้ทั้งหมด แบ่งออกเป็น 5 ตัวเลือกย่อยคือ (ดูรูปประกอบที่ 1.9)

1.1)Last Run แสดงรายงานผลสรุปการวิ่งครั้งหลังสุด (ดูรูปประกอบที่ 1.10)
1.2)By Day แสดงรายงานผลสรุปการวิ่งเรียงลำดับกันไปในแต่ละวันว่าวิ่งได้รวมระยะทางเท่าไหร่ เผาผลาญแคลอรี่ไปได้มากน้อยเพียงใด (ดูรูปประกอบที่ 1.11)
1.3)By Week แสดงรายงานผลสรุปการวิ่งเรียงลำดับกันไปในแต่ละสัปดาห์ โดยเริ่มนับตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นวันแรกของสัปดาห์เสมอ (ดูรูปประกอบที่ 1.12)
1.4)History Totals แสดงรายงานผลสรุปรวมทั้งหมดตั้งแต่เริ่มใช้งานเครื่องวันแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหากเราต้องการเริ่มต้นบันทึกกันใหม่จะต้องทำการล้างค่าที่ค้างไว้อยู่ออกให้หมดเสียก่อนด้วยตัวเลือก Delete อันถัดไป (ดูรูปประกอบที่ 1.13)
1.5)Delete... จะใช้สำหรับล้างค่าที่เคยจดบันทึกเป็นสถิติเอาไว้ในเครื่องออกไป โดยมีเงื่อนไขในการสั่งล้างข้อมูลได้อีกสี่รูปแบบตามระยะเวลาเช่น ล้างเฉพาะข้อมูลที่เก่ากว่า 1 เดือน, 3 เดือน, 1 ปี หรือล้างออกไปทั้งหมด (ดูรูปประกอบที่ 1.14)

2.Training Assistant ตัวเลือกนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการใช้งานเครื่องนี้เลยทีเดียว เพราะจะมีตัวเลือกที่เกี่ยวกับการฝึกหัดในการวิ่งรูปแบบต่างๆ แบ่งออกเป็น 5 ตัวเลือกย่อยคือ (ดูรูปประกอบที่ 1.15)

2.1)Auto Pause/Lap ใช้สำหรับสั่งให้มีการหยุดเวลาโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเงื่อนไขตามที่เรากำหนดเอาไว้ล่วงหน้า (ดูรูปประกอบที่ 1.16) เช่นให้หยุดนาฬิกาเมื่อมีการหยุดวิ่ง หรือให้หยุดเวลาชั่วขณะเพื่อจดบันทึกเมื่อวิ่งครบรอบที่ต้องการ
2.2)Virtual Partner เป็นตัวเลือกที่น่าจะเป็นจุดเด่นของเครื่องนี้ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มมาสนใจการวิ่งออกกำลังกาย เนื่องจากรู้สึกเหมือนกับว่ามีผู้ฝึกสอนมาคอยวิ่งคู่ประกบไปกับเราตลอดเส้นทางการวิ่ง และยังช่วยควบคุมในเรื่องของความเร็ว, ระยะทาง รวมทั้งจุดหมายปลายทางได้อีกด้วย โดยเมื่อเริ่มใช้คำสั่งนี้ จะต้องมีการกำหนดค่าความสามารถของนักวิ่งเสมือนนี้เสียก่อน (ดูรูปประกอบที่ 1.17) โดยสามารถกำหนดได้สามหัวข้อคือ ระยะทางทั้งหมด (Distance), เวลาที่จะใช้วิ่ง (Time) และความเร็วเฉลี่ยต่อชั่วโมง (Speed) ซึ่งจริงๆ เราสามารถเลือกกำหนดได้เพียงสองหัวข้อเท่านั้น เพราะอีกหัวข้อที่เหลือจะมีการคำนวณให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เนื่องจากข้อมูลทั้งสามนี้มีความสัมพันธ์กันโดยตรง เมื่อเสร็จสิ้นการตั้งค่าแล้ว ก็จะเป็นการเริ่มวิ่งจากจุดเริ่มต้นพร้อมกันกับนักวิ่งเสมือน ซึ่งแสดงหน้าตาดังรูปประกอบที่ 1.18 และเมื่อเรากดปุ่ม Start และเริ่มออกวิ่ง หากเราวิ่งได้เร็วกว่าคู่วิ่งเสมือนของเรา ก็จะมีการแสดงจำนวนระยะทางที่เราวิ่งนำหน้าอยู่ทางหน้าจอ (ดูรูปประกอบที่ 1.19) และแน่นอนในทางกลับกันหากเราวิ่งได้ช้ากว่า ก็จะแสดงผลจำนวนระยะทางออกมาด้วยเช่นกัน (ดูรูปประกอบที่ 1.20)
2.3)Interval Training ใช้สำหรับการวิ่งที่มีระยะทางที่แน่นอนเท่าๆ กันทุกรอบ และต้องการเวลาในการหยุดพักเป็นช่วงๆ โดยให้นาฬิกาหยุดเดินโดยอัตโนมัติได้ด้วย (ดูรูปประกอบที่ 1.21)
2.4)Speed Alert ใช้สำหรับควบคุมความเร็วเฉลี่ยในการวิ่ง และสั่งให้มีเสียงเตือนเมื่อมีการวิ่งเร็วเกินไป หรือช้าเกินไปตามค่าเฉลี่ยที่กำหนดไว้ก่อนได้ (ดูรูปประกอบที่ 1.22)
2.5)Time/Distance Alert การใช้งานคล้ายๆ กับหัวข้อที่แล้วเรื่อง Speed Alertแต่คราวนี้ใช้สำหรับควบคุมเรื่องของเวลาและระยะทางที่ใช้ในการวิ่งแทน ซึ่งสามารถสั่งให้มีเสียงเตือนได้เช่นเดียวกัน (ดูรูปประกอบที่ 1.23)


รูปที่ 1.15 แสดงตัวเลือกต่างๆ ใน Menu Training Assistant

รูปที่ 1.16 แสดงการตั้งค่าเงื่อนไขต่างๆ ของการหยุดนาฬิกาแบบอัตโนมัติ

รูปที่ 1.17 แสดงการตั้งค่าความสามารถของนักวิ่งเสมือน

รูปที่ 1.18 แสดงหน้าตาการเริ่มวิ่งออกจากจุดเริ่มต้นพร้อมกัน

รูปที่ 1.19 แสดงจำนวนระยะทางที่เราวิ่งนำหน้าคู่วิ่งเสมือน

รูปที่ 1.20 แสดงจำนวนระยะทางที่เราถูกคู่วิ่งเสมือนนำหน้าไปแล้ว

รูปที่ 1.21 แสดงการตั้งค่าระยะทางและการหยุดพักในแต่ละช่วงการวิ่ง

รูปที่ 1.22 แสดงการตั้งให้มีการเตือนเมื่อวิ่งไม่ได้ตามค่าความเร็วเฉลี่ย

รูปที่ 1.23 แสดงการตั้งให้มีการเตือนเมื่อวิ่งได้ครบระยะทางหรือเวลาที่กำหนดไว้

3.Navigation เป็นตัวเลือกที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน GPS โดยตรง เนื่องจากมีเรื่องของการกำหนดตำแหน่ง, การค้นหาตำแหน่งต่างๆ เป็นต้น แบ่งออกเป็น 5 ตัวเลือกย่อยคือ (ดูรูปประกอบที่ 1.24)

3.1)Add Map Mode/ Remove Map Mode ใช้กำหนดให้มีการเพิ่มหน้าแสดงผลในแบบแผนที่ หรือสั่งซ้ำเพื่อเป็นการยกเลิกก็ได้ ในหน้าต่างแผนที่นี้ เราจะสามารถมองเห็นได้ว่า เส้นทางที่เรากำลังใช้วิ่งอยู่นี้มีการวิ่งไปในทิศทางใด ซึ่งจะช่วยได้ในบางกรณีเช่น เวลาเราต้องการศึกษาเส้นทางวิ่งเส้นใหม่ที่เรายังไม่เคยรู้จักมาก่อน ก็จะช่วยให้สร้างความคุ้นเคยได้ง่าย เนื่องจากเราสามารถมองเห็นเป็นภาพเส้นทางในแผนที่ประกอบการวิ่งไปด้วย (ดูรูปประกอบที่ 1.25)
3.2)Mark Location ใช้สำหรับจดบันทึกเก็บเอาตำแหน่งสถานที่ที่ต้องการลงไปในแผนที่ และสามารถนำมาใช้ค้นหาเพื่อให้เครื่องสร้างเส้นทางวิ่งไปยังจุดหมายปลายทางได้ในอนาคต (ดูรูปประกอบที่ 1.26) ในการสร้างตำแหน่งใหม่นี้ เราสามารถเปลี่ยนรูปที่ใช้แทนตำแหน่งได้ (ดูรูปประกอบที่ 1.27) หรือจะเปลี่ยนชื่อเรียกเสียใหม่ก็ได้ (ดูรูปประกอบที่ 1.28) รวมทั้งสามารถเปลี่ยนพิกัดของสถานที่ที่เราทราบดีอยู่แล้วลงไปได้โดยตรงอีกด้วย (ดูรูปประกอบที่ 1.29) เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีหน้าตาดังรูปประกอบที่ 1.30
3.3)Find Location ใช้สำหรับค้นหาตำแหน่งสถานที่ที่ได้มีการสร้างเอาเก็บไว้ในเครื่องก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อนำมาใช้สร้างเส้นทางวิ่ง หรือเปรียบเทียบกับตำแหน่งในปัจจุบันได้ (ดูรูปประกอบที่ 1.31)
3.4)Back To Start/ Stop Goto ใช้เป็นคำสั่งในการวิ่งย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม เพื่อกลับไปยังจุดเริ่มต้นได้ ช่วยให้ไม่หลงทางอย่างแน่นอน (ดูรูปประกอบที่ 1.32)
3.5)Orient Map Ahead/ Orient Map North ใช้เป็นคำสั่งให้แสดงทิศทางการวิ่งในแผนที่ โดยทำได้สองรูปแบบคือ แสดงแบบชี้ขึ้นด้านบนตามทิศทางการวิ่งเสมอ (Orient Map Ahead) และแสดงแบบชี้ขึ้นไปยังทิศเหนือเสมอ (Orient Map North) วิธีสังเกตอย่างง่ายๆ ว่ากำลังใช้รูปแบบไหนอยู่ก็คือหากเป็นแบบ Orient Map Ahead ก็จะมีรูปเครื่องหมายแสดงการชี้ทิศเหนืออยู่ทางมุมบนด้านซ้ายเสมอ เพราะถ้าเป็นแบบ Orient Map North ก็ไม่จำเป็นต้องมีการชี้ทิศเหนือนั่นเอง


รูปที่ 1.24 แสดงตัวเลือกต่างๆ ใน Menu Navigation

รูปที่ 1.25 แสดงภาพแผนที่เพื่อบอกตำแหน่งปัจจุบันของเครื่อง

รูปที่ 1.26 แสดงการสร้างตำแหน่งใหม่ลงไปในแผนที่

รูปที่ 1.27 แสดงการเปลี่ยนรูปที่ใช้แทนตำแหน่งของสถานที่

รูปที่ 1.28 แสดงการเปลี่ยนชื่อเรียกของสถานที่

รูปที่ 1.29 แสดงการใส่ค่าพิกัดใหม่ของสถานที่ได้โดยตรง

รูปที่ 1.30 แสดงหน้าตาตำแหน่งของสถานที่ใหม่ที่เราเพิ่มลงไปในแผนที่

รูปที่ 1.31 แสดงการค้นหาสถานที่ที่มีการสร้างตำแหน่งเอาไว้แล้ว

รูปที่ 1.32 แสดงการย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการวิ่งด้วยคำสั่ง Back To Start

4.Settings เป็นตัวเลือกที่ใช้กำหนดค่าสภาพแวดล้อมของเครื่องเช่นการตั้งระบบเวลา, การตั้งความสว่าง, การตั้งความสามารถของผู้ใช้เครื่อง เป็นต้น แบ่งออกเป็น 8 ตัวเลือกย่อยคือ (ดูรูปประกอบที่ 1.33 และ 1.34)


4.1)Set Time ใช้ตั้งค่ารูปแบบการแสดงผลนาฬิกาให้เป็นแบบ 12 ชั่วโมงหรือ 24 ชั่วโมง และตั้งค่าช่วงเวลาตามประเทศของผู้ใช้งาน (Time Zone) โดยจะไม่มีการตั้งเวลาจริงๆ เนื่องจากเมื่อเครื่องสามารถรับสัญญาณดาวเทียมได้แล้ว นอกจากจะได้รับพิกัดตำแหน่งบนโลก ก็ยังจะเป็นการรับเวลาที่เที่ยงตรงมาจากดาวเทียมได้อีกด้วย (ดูรูปประกอบที่ 1.35)
4.2)Set Units ใช้สำหรับเปลี่ยนแปลงหน่วยมาตราวัดของค่าระยะทางและอัตราความเร็วได้สองทางเลือก (ดูรูปประกอบที่ 1.36)
4.3)Set Custom Page ใช้สำหรับเปลี่ยนการแสดงผลข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการ ได้ในหน้า Custom นี้ทั้งสามช่อง (ดูรูปประกอบที่ 1.37)
4.4)Set Profile ใช้เปลี่ยนแปลงค่าเริ่มต้นของความสามารถในตัวผู้ใช้เอง เช่น มีน้ำหนักตัวเท่าไหร่, วิ่งได้เร็วแค่ไหน เป็นต้น (ดูรูปประกอบที่ 1.38)
4.5)Set Display ใช้แก้ไขค่าความสว่างของหน้าจอ (ดูรูปประกอบที่ 1.39)
4.6)Set System ใช้ตั้งค่าการแสดงคำเตือนพร้อมทั้งเสียงเตือน และเปลี่ยนภาษาที่ใช้งานภายในเครื่อง (ดูรูปประกอบที่ 1.40)
4.7)Restore Settings เป็นคำสั่งในการล้างค่าที่ตั้งไปใหม่ทั้งหมด ให้กลับไปใช้ค่าเริ่มต้นที่ได้มาจากโรงงานผลิต (ดูรูปประกอบที่ 1.41)
4.8)About ForeRunner เป็นการแสดงข้อมูลของผู้ผลิตและ Version ล่าสุดของโปรแกรมที่ใช้งานภายในเครื่อง (ดูรูปประกอบที่ 1.42)


รูปที่ 1.33 แสดงตัวเลือกต่างๆ ใน Menu Settings

รูปที่ 1.34 แสดงตัวเลือกต่างๆ ใน Menu Settings

รูปที่ 1.35 แสดงการตั้งชนิดของการแสดงผลเวลาและช่วงเวลาของประเทศผู้ใช้

รูปที่ 1.36 แสดงการเปลี่ยนหน่วยมาตราวัดของค่าระยะทางและความเร็ว

รูปที่ 1.37 แสดงหน้า Custom ที่ใช้ปรับเปลี่ยนให้แสดงผลตามที่ผู้ใช้ต้องการ

รูปที่ 1.38 แสดงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน

รูปที่ 1.39 แสดงการแก้ไขความสว่างของหน้าจอ

รูปที่ 1.40 แสดงการตั้งเสียงเตือนพร้อมคำเตือนและปรับเปลี่ยนภาษาในเครื่อง

รูปที่ 1.41 แสดงการกลับไปใช้ค่าเริ่มต้นที่มาจากโรงงานผลิต

รูปที่ 1.42 แสดงรายละเอียดของผู้ผลิตและ Version ของโปรแกรมในเครื่อง


การโอนย้ายข้อมูลจากเครื่อง ForeRunner 201 ไปยังเครื่อง PC
นอกจากจะสามารถแสดงรายงานสรุปเป็นข้อมูลสถิติที่ได้รวบรวมมาจาก การวิ่งต่างๆ ในเครื่อง ForeRunner 201 เองได้แล้ว ยังสามารถโอนย้ายข้อมูลดังกล่าวไปสร้างเป็นกราฟของข้อมูลในเครื่อง PC เพื่อทำการวิเคราะห์ผลสรุป ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่ว่านี้ สามารถเข้าไป Download มาใช้งานได้ฟรีจาก Website ของผู้ผลิตคือ http://www.garmin.com/products/forerunner201/
โดยเริ่มจากการ Upgrade Software ที่ใช้งานภายในเครื่อง ForeRunner 201 เองเสียก่อน ที่ตอนนี้ก็เป็น Version 3.4 แล้ว (ในคู่มือยังแสดงให้เห็นเป็น Version 2.1 อยู่ ซึ่งแสดงว่ามีการพัฒนาโปรแกรมไปค่อนข้างไม่น้อย) โปรแกรมนี้สามารถ Download ได้ที่http://www.garmin.com/support/download_details.jsp?id=437 ส่วนโปรแกรมที่จะใช้งานในเครื่อง PC หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็น Additional Software มีชื่อว่า โปรแกรม Forerunner LogBook software Version 2.5 ซึ่งสามารถ Download โปรแกรมนี้ได้ที่http://www.garmin.com/support/download_details.jsp?id=451 และล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทางผู้ผลิตก็ได้มีการ Upgrade โปรแกรมที่ใช้บนเครื่อง PC และเปลี่ยนชื่อไปเป็น ForeAthlete LogBook software Version 2.5 สามารถเข้าไปรับได้ที่ http://www.garmin.com/support/download_details.jsp?id=603 เมื่อได้โปรแกรมมาแล้ว ก็ให้ทำการติดตั้งลงในเครื่อง PC ตามขั้นตอนดังรูปประกอบที่ 2.1 และ 2.2


รูปที่ 2.1 แสดงการเริ่มติดตั้งโปรแกรม ForeRunner Logbook

รูปที่ 2.2 แสดงการติดตั้งโปรแกรมได้อย่างสมบูรณ์พร้อมใช้งาน

รูปที่ 2.3 แสดงการเลือกช่องการเชื่อมต่อผ่าน Serial Port

รูปที่ 2.4 เมื่อเชื่อมต่อได้แล้ว โปรแกรมก็จะเริ่มทำการดึงข้อมูลจาก ForeRunner

รูปที่ 2.5 เมื่อโอนย้ายข้อมูลสำเร็จเรียบร้อย ข้อมูลก็พร้อมใช้งานบนเครื่อง PC


เมื่อติดตั้งโปรแกรมได้ครบสมบูรณ์เรียบร้อย ก็ให้เริ่มทำการเรียกโปรแกรมขึ้นมาใช้งาน ซึ่งในการเรียกใช้งานครั้งแรกนั้น โปรแกรมจะมีหน้าต่างขึ้นมาถามถึงช่องเชื่อมต่อของ Serial Port ดังรูปประกอบที่ 2.3 ก็ให้เราเสียบสายเชื่อมต่อให้ตรงกันกับช่องที่แสดงไว้ เมื่อกดปุ่ม OK โปรแกรมก็จะเริ่มทำการโอนย้ายข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ระยะทาง, เวลาที่ใช้, อัตราความเร็วเฉลี่ย หรือแม้กระทั่งข้อมูล Track ที่เป็นเส้นทางการวิ่งต่างๆ ก็ยังสามารถโอนย้ายมาเก็บบันทึกเอาไว้ทั้งหมดได้ด้วย (ดูรูปประกอบที่ 2.4) และเมื่อเครื่อง PC ได้รับข้อมูลการโอนย้ายมาครบถ้วนทั้งหมดแล้ว ก็จะมีหน้าต่างแสดงผลลัพธ์ดังรูปประกอบที่ 2.5 จากนั้นโปรแกรมก็จะแสดงรายการของวันเวลาที่ใช้ในการวิ่ง รวมทั้งกราฟแสดงข้อมูลต่างๆ อย่างสวยงามเรียบร้อย พร้อมให้เรียกดูได้ในหลากหลายรูปแบบ (ดูรูปประกอบที่ 2.6) ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เหล่านี้ผมขออนุญาตไม่พูดถึงแล้วกันนะครับ เพราะเชื่อว่า ทุกท่านคงพอเห็นภาพการใช้งานอย่างคร่าวๆ ได้แล้ว


รูปที่ 2.6 แสดงรายการวันเวลาและกราฟแสดงข้อมูลการวิ่งต่างๆ ทั้งหมด

รูปที่ 2.7 แสดงรายละเอียดผู้ผลิตและพัฒนาโปรแกรม ForeRunner Logbook

บทสรุปส่งท้าย
การใช้งานอุปกรณ์ GPS นั้นไม่ได้มีแค่เพียงการใช้รับสัญญาณดาวเทียมเพื่อนำไปใช้แนะนำเส้นทางตามแผนที่อย่างในเครื่อง iQue3600 หรือ iQue3200 ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานด้านอื่นๆ ได้อีก อย่างเช่นการนำมาใช้ช่วยวิเคราะห์การวิ่งออกกำลังกาย, การเผาผลาญแคลอรี่ที่ได้จากการวิ่ง ฯลฯ โดยไม่จำเป็นจะต้องมีแผนที่เก็บเอาไว้ในเครื่องอีกด้วย ดังเช่นเครื่อง ForeRunner 201 ที่ผมนำมาเสนอท่านผู้อ่านกันในฉบับนี้ ผมเชื่อแน่ว่า คงมีหลายท่านที่อาจจะกำลังเปลี่ยนใจหันมาสนใจการออกกำลังกายกันมากยิ่งขึ้นเมื่อได้สัมผัสกับความสามารถของเครื่องนี้ ดังนั้นใครที่เคยคิดว่า การวิ่งออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องน่าเบื่อ ผมอยากให้ลองมาทำความรู้จักกับเจ้าเครื่องนี้ดูสักครั้ง บางทีท่านอาจจะสมัครเป็นนักวิ่งขาประจำตามสวนสาธารณะแห่งใดแห่งหนึ่งไปเลยก็เป็นได้ ว่าแล้วผมก็อยากจะออกไปวิ่งอีกแล้วสิครับ ดังนั้นขอตัวลากันไปก่อน พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ. d:-D

ขอขอบคุณบริษัท Dynatrend (Thai) จำกัด ชั้น 1 อาคารโฮมเพลส หัวมุมทองหล่อซอย13 โทร.0-2712-9751-2 ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ในการทดสอบ


Home